สหรัฐฯ สั่งตรวจสอบการขาดดุลการค้ากับไทย

US-pic

ประธานาธิบดี Trump เดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อหาสาเหตุว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงขาดดุลการค้ามาตลอด พร้อมออกคำสั่งพิเศษ ให้เวลา 90 วัน เพื่อหาความจริงที่ทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับทั้ง 16 ประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย ทั้งในเอเชีย ยุโรปตะวันตก , อาเซียน ที่ได้ดุลทางการค้าจากสหรัฐฯ จำนวนมาก โดยประเทศจีนได้ดุลการค้าเมื่อปี 2016 ไปมากสุดถึง 327,000 ดอลลาร์

ต่อมามีข่าวแจ้งออกมาว่า ประธานาธิบดี Trump ได้ออกคำสั่งพิเศษจำนวน 2 ฉบับ เมื่อวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2017  โดยให้เวลา 90 วัน ในการค้นหาสาเหตุอันทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการการค้าอย่างมหาศาลจากทั้ง 16 ประเทศ ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ อีกทั้งยังมีรายงานว่า ประธานาธิบดี Trump จะมีการหารือกับบรรดาบริษัทนำเข้าทั้งหลายในสหรัฐฯ ที่เขาเชื่อมั่นว่า ‘ไม่ยอมทำตามกติกา’ พร้อมประกาศว่า คำสั่งพิเศษโดยการใช้อำนาจประธานาธิบดีครั้งนี้ จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงการขาดดุลของประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยตามรายงานของ สำนักงานการประเมินการค้าแห่งชาติสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2017 ระบุว่าฯขาดดุลการค้าในประเภทสินค้า ประดิษฐ์กรรม หรือ สินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรกล เป็นจำนวนสูงขึ้นถึง 2เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับปี ค.ศ.2000 จึงทำให้เมื่อปี ค.ศ. 2016 สหรัฐฯขาดดุลการค้ามากถึง 648,000 ล้านดอลลาร์ โดยประเทศจีนเป็นประเทศที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯมากสุด ถึง 327,000 ดอลลาร์ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ส่งส่งสินค้ามาขายในไทยเมื่อปี ค.ศ.2016 เป็นมูลค่า 10,570 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งมีการนำเข้าจากไทยเป็นมูลค่า 29,490 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยมากถึง 18,920 ดอลลาร์

US-photo

แต่ทั้งนี้ไทยก็ยังไม่ควรตื่นตระหนกเกิดไปเพราะยังมีตลาดอื่นทดแทน

ถ้าลองพิจารณาสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้แก่ อุปกรณ์และส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีมูลค่า 171,446 ล้านบาท , ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 68,955 ล้านบาท , อัญมณีกับเครื่องประดับ มูลค่า 44,126 ล้านบาท , ส่วนประกอบของโทรทัศน์ 36,748 ล้านบาท , ส่วนประกอบพร้อมอุปกรณ์รถยนต์ 31,091 ล้านบาท โดยสินค้าเหล่านี้มีแนวโน้มถูกส่งออกเพิ่มมากขึ้นในตลาดสหรัฐ แต่ในรอบ 10 ที่ผ่านมา ผู้ส่งออกของไทยต่างทยอยส่งออกสินค้าดังกล่าว ไปยังประเทศอื่นๆด้วย ทั้งประเทศในกลุ่มอาเซียนและจีนก็เพิ่มมากขึ้น โดยมูลค่าสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา พบว่ามีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้า 5 อันดับแรก ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า มูลค่า 50,882 ล้านบาท , เครื่องจักรและส่วนประกอบต่างๆ มูลค่า 45,952 ล้านบาท , เคมีภัณฑ์ มูลค่า 44,353 ล้านบาท , พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 39,297 ล้านบาท สุดท้ายคือ เครื่องบิน , เครื่องร่อน , อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบอื่นๆ 31,603 ล้านบาท